พลิกฝ่าเท้าขึ้นมาโอ้มีไฝที่เท้าจริงๆ เป็นซะสองเม็ดโอ้ นี่ชีวิตชั้นจะไม่หยุด
นิ่งหรืออย่างไร เดือนนี้กรกฎาคม 2550 เดินทางตลอดทั้งเดือนเลยก็ว่าได้
เริ่มต้นจากไปอุบลฯอีกอาทิตย์ได้รับคำสั่ง ไปมหาสารคาม ไปอยู่สารคามซะ
เกือบอาทิตย์เลย จากจังหวัดที่ไม่เคยคิดว่าจะไปทำไม
ชีวิตก็ไม่หยุดนิ่งเสียจริง...
น้องโทรมาบอก จะแต่งงานพี่ มาให้ได้นะ เอ้า จองตั๋วบินกลับบ้านนอก
นครศรีธรรมราชอีก พลิกปฏิทินไปมา เฮ้ยนี่มันหยุดสี่วันปลายเดือนนี่นา
ลาสิครับพี่น้อง จะอยู่ทำไมบางกอก เมืองหมอกควัน
ลาเพิ่มไปหนึ่งวันที่ข้าราชการ
เขาปิดกัน บอสบอก "ชั้นไม่ให้แกหยุด แต่ให้แกลาได้"
โอ้ฟังดูดี แต่จริงๆแล้วต้องมาทำงานชดเชย (จะดีหรือจะดี)
ไม่คิดแล้ว คิดว่ากรูจะหยุด เพราะจองรีสอร์ตริมคลองไว้
แล้วอย่างไรกรูก็จะไปปปปปปปปปป คุยพี่เอ๋ไว้แล้วด้วย
พี่ไปอัมพวากัน หาแผนที่ จองบ้านได้แบกเป้ไปกัน
นัดหมายตอนเก้าโมงเช้า ได้ยินเสียงโทรศัพท์ตอนแปดโมง
เอ็มมาเลย โอ้ยังไม่ตื่นแต่เพื่อการท่องเที่ยวแห่งประเทศสยาม
อาบน้ำสองขัน คว้าเป้
มาเลยครับ ดันลืมไอ้แผนที่ไว้ที่บ้านอีก เอาว่ะ ไปถามทางเอาข้างหน้า......

สองปีที่แล้ว เคยมาที่นี่ "สถานีรถไฟแม่กลอง" มันมีตลาดสองข้างทาง
รถไฟ ชื่อว่า"ตลาดหุบร่ม" เช้าที่ไปถึงโอ้ ตากล้องเต็มสถานีไปหมด
ทักทายตามประสาเพื่อนร่วมโลก ก็รู้ว่าเขามาหัดถ่ายรูปกัน ดีจัง กิจกรรมนี้
เราก็คว้ากล้องป๊อกแป๊ก กดนู้นนี่ไปเรื่อย
พี่เอ๋ก็คว้ากล้องอย่างมืออาชีพ ร่วมสนับสนุนน้องเต็มที่
กล้องเรามันป๊อกแป๊กมาก มีความทรงจำสั้น
เลยต้องขอถ่ายโอนลงไอ้เครื่องบันทึกความจำของพี่เอ๋ เต็มแล้วเอามา
ลงนี่นะเอ็ม โอ้ ช่างหนับหนุนน้องจริงๆ 555
แล้วก็โม้ก็ถามนู้นนี่แม่ค้าพ่อค้าใจดีไปเรื่อย
สรุปว่ารถไฟมาตอนห้าโมงเช้าสิบห้านาที
รอไปจะเที่ยงแล้ว "รางหัก"คือคำตอบที่ได้
รับ โอ้ พวกตากล้องเซ็งห่านไปตามๆกัน เราก็ชิวๆไม่เป็นไร
เรื่อยๆ ไม่มาก็กลับที่พัก
ก่อนดีกว่า ตอนลงจากรถตู้เล็งไว้แล้วว่าคิวสองแถวไปรีสอร์ตอยู่ไหน
"ซอยโรงเจ" อ้อใกล้บ้านพี่ พี่น้องใครไม่รู้ในรถตู้รุมบอกพวกเรากันใหญ่
ก็นั่งรถสองแถวมา "เจ็ดบาท" โหไม่แพงแสดงว่าคงไม่ไกล
มาถึงซอยโรงเจจริงๆ แดดเปรี้ยงได้ใจ เดินแบกเป้กันไป
ก็รีบโทรถาม ป้าย "ฐณิชา รีสอร์ต" ที่จะไปก็เด่นสง่า
เชคอินไปด้วยใจฮึกเหิม สวยแจ่ม แต่ทำไมน้ำมันน้อยนักนะ
ได้รับคำตอบคือ น้ำลด
จะมีเต็มคลองตอนเย็นๆ เอาเป้ไปเก็บล้างหน้า แล้วเตรียมออกไปสำรวจ...

(ฐณิชา รีสอร์ตยามเย็น ด้วยกล้องมือถือ)

บรรยากาศรอบๆก็สวยดี บ้านๆชอบ หมาเยอะ แมวไม่รู้ไปไหนหมด
หรือหลบคนก็ไม่รู้ ชอบรูปนี้(The Village)ถ่ายตอนเช้า
เพราะลุกขึ้นมาใส่บาตรพระ ภูมิใจที่ได้ใส่บาตรพระพายเรือ
มาด้วยประทับใจอิๆ
อิ่มบุญก็ตาแดงๆเอามือถือมาถ่ายได้รูปนี้อ่ะ
ชอบมากอากาศเหมือนฝน กำลังจะตก เหงาๆแต่มีแดดส่องอบอุ่น ว้าว วู้

อีกมุมจากสะพานหน้าบ้าน ตอนเช้า

หน้าบ้านที่มาอาศัยหลับ แจ่มเนาะ

แดดส่อง รูปนี้ต้องพยายามเอากล้องมือถืออีกแย้ว สู้แดดอ่ะ

อีกมุมจากสะพานปูนหน้าบ้าน

ย้อนกลับไปตอนกลางคืน บรรยากาศในร้านโปสการ์ดริมคลองตอนสามทุ่ม
คนยังทะลักทะลวงมากๆ ดึกแย้วนะ ทำไมไม่กลับ ไปหลับ ไปนอนกัน
(รวมทั้งกรูด้วย)555

นี่มันตัวอะไรกันนะ หน้าตาเหมือนลิง แต่ดูๆไปไม่ใช่
เข้าใจทำมาหากินดีจริงๆ ขายดีซะด้วยนา ของเขาแจ่มๆ

บ้านหลังนี้ตอนกลางวัน ร้อนมาก แต่กลางคืนสวยแฮะ
ติดสะพานที่คนเยอะยังกะหนอน
เลย แต่ก็คึกคักดี เดินเล่นอยู่แถวนี้ จะรู้ว่าการมีตลาดน้ำมีทั้งดีและเสีย
ดีคือ ผู้คนได้มีอาชีพโดยไม่ต้องเข้าบางกอก
เสียคือ การจัดการท่องเที่ยว ยังไม่ดีพอ ยังมีขยะ
และเสียงเรือที่ดังลั่น นั่งคิดกันเล่นๆกับพี่เอ๋ว่า
ต่อไป หิ่งห้อยที่คนมุ่งไปดูกัน คงหมดเพราะเสียงเรือ
เหมือนนั่งอยู่ริมถนนบางกอกเลย
เรือยนต์ทั้งนั้น บางลำก็ร้องรำทำเพลง กันไปอีก
โอ้นี่หรือเมืองพุทธ!! เรามักจะขาด"จิตสำนึก"
หิ่งห้อยแค่ได้ยินเสียงเรือก็บิน หนีไปหมดแล้ว
แถมยังมีถุงพลาสติกลอยไปมาอีก
มันช่างขัดกับบรรยากาศของที่นี่...
ผู้คนที่นี่ตอนเย็นยังเห็นเด็กๆกระโดดน้ำเล่น ตอนเช้าคนเฒ่า
คนแก่ยังอาบน้ำในคลอง
แล้วถ้าปล่อยไปไว้แบบนี้ จะเป็นอย่างไร?


ไม่อยากให้สิ่งแวดล้อมโดนทำลายก็ต้องรักษากันเนาะ
บ่นๆและลงมือทำไปด้วยเพราะผู้คนที่นี่น่ารัก
สองภาพนี้เป็นบรรยากาศฮา มีดนตรีเปิดหมวก
ไอ้น้องสองคนนี้มาจากไหนไม่รู้ บอกว่าขอร้องเพลงได้มั้ยครับ
โอเคเลย เพลงไรน้อง
"ชึวิตสัมพันธ์" แล้วก็ร้องเลยครับ อินมาก...
"ยามนี้เราจึงมาร้องเพลง ร่วมร้องบรรเลงเสียงเพลงจากใจ
เมืองนั้นมีความศิวิไลซ์และมีป่าไม้ต้นน้ำลำธาร
หมู่นกกา หากินบินว่อนเสือแม่ลูกอ่อนมีนมให้
ลูกกิน คนหากินสัตว์ก็หากิน เราไม่เบียดเบียนกันและกัน...
มีคนมีต้นไม้..มีสัตว์ป่า"
ฟังไป ไม่ซึ้ง แต่ฮาว่ะ มันตั้งใจร้องมาก ได้ยินเสียงกรี๊ดสาวๆลั่นคลองเลย


สองภาพนี้ได้หลังจากตลาดวาย ความวุ่นวายก็หมดไป พวกเราก็พบกับแมว
หมา และจระเข้ สามสี่ตัว เฮ้ยไม่ใช่ตะกวด ตัวควายมาก เท่าจระเข้เลย
มีบ้านหนึ่งเข้าใจเล่นหาตุ๊กตาจระเข้ตัวบึ้มมาวางไว้บนเก้าอี้หน้าบ้าน
เห็นแล้วกรี๊ดและฮาดี
อ้อ ในตลาดมีอยู่ร้านหนึ่งขายหน้ากากผี เล่นเอาหุ่นมัมมี่มาวางหน้าบ้าน
คนผ่านไปมาก็ตกใจกันสิจ้ะ จะเหลือเหรอ
เล่นวางเหมือนศพซะขนาดนั้น ขี้เล่นจริงๆคนแถวนี้

บรรยากาศร้านกาแฟมุมสะพานตอนสามทุ่ม คนยังคึกคักมาก


บรรยากาศร้านกาแฟเก่าตอนเช้าหลังตลาดวาย
ร้านนี้เลยๆจากบริเวณตลาดน้ำอัมพวา
ไปแล้ว เงียบๆแต่ดี ดูน่านั่ง รสชาติกาแฟ โบราณจริงๆ คือหวานไปหน่อย

หลังจากแห้วไป เราก็ยังไม่หมดความพยายามกัน
ไปดักรอรถไฟขากลับกันอีกรอบ
หลังจากที่ถามพ่อค้าแม่ค้าและพี่ประจำสถานีได้ความว่า
จะมาอีกวันนี้ เชคเอ้าท์แล้วตรงดิ่งมาเลย
ปรากฎว่า..รถไฟมันเข้าไปแล้วตะกี้เอง
โอ้การรถไฟตรงเวลาด้วยเนาะ ไม่เป็นไร
รออีกครึ่งชม.มันจะออกมาอีก ก็เตรียมพร้อมกันล่ะครับ
พ่อค้าคนหนึ่งทักว่า พวกตากล้องคาคืนกันเลยเหรอ
เราบอก คนละกลุ่มกันค่ะ
อันนี้หนูมาหัดถ่ายรูปเล่นเฉยๆ อิๆ ดูพวกเขาจะตื่นเต้น
และเป็นมิตรกับเรากันใหญ่

อันนี้ข้ามถนนมาถ่ายพระเอกก่อน รอมาสองวันแย้ว ได้เห็นซะที

เตรียมตัว"หุบร่ม"กันแย้วจ้ะ หาดูยากนะรูปนี้ เล็งซะ
สงสารพวกชมรมถ่ายรูปเมื่อวาน
อ่ะ มากันเป็นกลุ่ม แห้วกันหมดเลย


วู้พระเอกมาแย้ว สองแถวหลบหน่อย จนได้ครับจนได้
จบทริปด้วยความปรีดา ประทับใจผู้คนเมืองนี้มาก
คราวหน้าเบื่อโลกจะมานอนเล่น เย็นๆใจใหม่เน้อ
"หมาใจดื้อ" กรกฎาคม 2550